วันอังคาร 17 ตุลาคม 2560
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > เกร็ดความรู้ > เรื่องเล่าจากคนที่เรียกตัวเองว่า ผู้หญิงขายบริการ กับการขายบริการในต่างแดนล

เรื่องเล่าจากคนที่เรียกตัวเองว่า ผู้หญิงขายบริการ กับการขายบริการในต่างแดนล

หมวดหมู่ : เกร็ดความรู้ 5 ตุลาคม 2017 เปิดอ่าน 668 ครั้ง

ฉันตั้งใจถ่ายทอดประวัติชีวิตของฉันไว้เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ ฉันอยากให้ผู้หญิงที่หันเหชีวิตมาทางนี้(โสเภณี) ได้อ่านและใช้วิจารณญาณคิดตัดสินใจให้ดี ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งคุณอาจจะเจอเหตุการณ์อย่างฉันก็ได้หวังว่าบันทึกนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านตามสมควร สิ่งที่ฉันได้ผ่านพบมาอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดในชีวิตนี้เเต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเล่าต่อไปนี้คือความจริง แม้จะเป็นเเค่บางส่วนบางแง่มุมก็ตามฉันไม่ชอบการโกหกและคิดว่าคำลวงเป็นโทษภัยมากกว่าเป็นประโยชน์ ผู้อ่านกรุณาใช้

วิจารณญาณพิจารณาเส้นทางชีวิตของฉันด้วยตัวเองก็แล้วกันเส้นทางชีวิตของฉันเรียกฉันตามชื่อเล่นก็แล้วกัน ฉันชื่อ “พลอย” ตัวฉันเกิดที่ จ.บุรีรัมย์ตั้งแต่เกิดมาจนจำความได้ ฉันไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลย ฉันมีเเต่เเม่เพียงคนเดียว เเม่มีฉันคนเดียวเเต่ว่าตอนนี้เเม่มีสามีใหม่ไปเเล้ว สามีใหม่ของเเม่ก็มีลูกติด 2 คน อายุมากกว่าฉันทั้งสองคนแต่ก็ถือว่าไล่เลี่ยกันฉันเข้ากับทุกคนได้ดี ตอนนี้ฉันอายุ 22 ปี ฉันย้ายตามครอบครัวมาอยู่ที่ จ.ฉะเชิงเทราตามเเม่พร้อมกับสามีใหม่ของเเม่ ฉันเรียนจบมัธยมศึกษาตอนต้นที่นั่น บ้านของฉันทำไร่ทำนา ตาของฉันมีที่เยอะเเต่ไม่ได้ตกมาเป็นของเเม่ ตั้งเเต่จำความได้ ในชีวิตฉันเเม่ทำทุกอย่างให้ฉันตั้งแต่เล็กจนโตบ้านฉันไม่ได้ร่ำรวยเเต่เวลาอยากได้อะไรที่ไม่มีราคาค่างวดมากนัก ส่วนมากฉันจะได้ตามที่ตัวเองต้องการพอฉันเรียนจบ ม.3 ตาต้องการให้เรียนต่อโดยต้องเชื่อฟังคำสั่งของตาทุกอย่าง (คืออยู่ในกรอบ)ฉันไม่ชอบ ฉันจึงตัดสินใจไม่เรียนฉันเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เเถวๆ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังโดยไปสมัครทำงานด้วยกันหลายเเห่งจนสุดท้ายฉันได้งานขายเครื่องใช้ไฟฟ้า(ฮาร์ดแวร์)ทำอยู่นานจนสั่งออเดอร์ของกับเซลล์ เช็คบิล เขียนเช็คจ่ายเงินให้ลูกค้า เช็คสเตทเมนท์ฉันรู้เกือบหมดทุกอย่างเกี่ยวกับการค้าขายวัสดุก่อสร้าง ตอนนั้นความปรารถนาที่จะเรียนต่อยังอยู่ในสมองของฉันตลอดฉันจึงเรียนต่อ ก.ศ.น. จบมัธยมศึกษาตอนปลาย เเล้วต่อชั้น ป.ว.ส. (วิชาเอกการตลาด) ของโรงเรียนอาชีวะเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯตอนนั้นอายุ 18 ปี ฉันเลือกเรียนภาคค่ำ ระหว่าง 17.30-21.00 น. ฉันเลิกงาน 6 โมงเย็นเเต่ฉันขอเถ้าเเก่เลิกก่อนได้เพราะเถ้าเเก่รักฉันที่ร้านเดือนหนึ่งจะปิดครึ่งวัน เริ่มงานตั้งแต่ 7 โมงเช้าทุกวัน ฉันลำบากเเต่ก็ต้องอดทนเพราะฉันอยากเรียนต่อมาก

ชีวิตเปลี่ยนที่กรุงเทพฯ
ชีวิตฉันวุ่นวายอยู่กับการงานและการเรียนประมาณ 1 ปีเต็ม จนกระทั่งพบกับความหักเหตอนจะสิ้นปีแรกที่เป็นนักศึกษาเพราะฉันได้เจอเพื่อน เจอสังคมอีกรูปเเบบหนึ่งที่ไม่เคยเจอ ฉันเที่ยวเธคกับเพื่อนเป็นครั้งแรก ฉันดื่มโค๊กเเละมีเเฟน ที่จริงก็คือเพื่อนของเพื่อนคนเเรกของฉัน ผู้ชายคนนี้เป็นคนกรุงเทพฯฐานะดี ซึ่งตรงนี้ทำให้เราต้องเลิกกัน ฐานะเราห่างกันมาก ฉันเลยหันมาทำงานกลางคืน เริ่มต้นด้วยการเป็นเด็กเสิร์ฟ เเละช่วงนั้นเป็นช่วงซัมเมอร์ ฉันมีพี่สาวที่รู้จักกันชวนไปทำงานที่ภาคใต้เป็นร้านอาหาร ฉันเป็นพนักงานเสิร์ฟแต่ออกไปข้างนอกกับเเขกได้ซึ่งฉันก็เลือกเเขก เเขกคนเเรกของฉันก็คือ แฟนฉันคนต่อมา แต่ฉันอยู่กับเขาได้ไม่นาน รู้สึกว่าทำงานอยู่ที่ภาคใต้ไม่มีเพื่อนฉันเหงา จึงตัดสินใจกลับขึ้นมากรุงเทพฯ ตั้งใจมาทำงานที่ร้านอาหารเเถวสะพานควาย

ฉันรู้ข้อมูลเกี่ยวกับงานร้านอาหารแถวสะพานควาย เพราะฉันอ่านจากนิตยสาร “ชีวิตจริง” ลักษณะงานก็เป็นการนั่งดริ้งเเละรอรับ “อ๊อฟ” จากแขก ตอนเเรกๆฉันยังไม่ออกไปข้างนอกกับเเขก แต่พอฉันเริ่มชินกับสถานที่ ฉันก็ตัดสินใจอ๊อฟเเขก ที่นี่จะได้ค่าตัวชั่วคราวประมาณ 1,000 บาท ฉันทำอยู่ประมาณ 3 เดือน ฉันหัดดื่มเหล้าเเละรู้จักยาเสพย์ติดเป็นครั้งเเรก ฉันออกจากงานที่นี่เพราะที่อื่นดีกว่า งานใหม่ของฉันอยู่เเถวถนนเพชรบุรี ทำตั้งแต่ประมาณ 4 ทุ่มครึ่งถึง 6 โมงเช้า หรือเเล้วเเต่ความพอใจของฉันเพราะไม่มีเจ้านาย ช่วงนั้นเศรษฐกิจดีเเละฉันเป็นคนพูดเก่ง ยิ้มเก่ง เลยหาเงินได้เยอะประมาณ 4,000-5,000 บาท ต่อวัน เงินที่หาได้ดิฉันส่งกลับบ้านส่วนหนึ่ง ฉันใช้เงินมือเติบไม่รู้คุณค่าของเงิน ตอนนั้นฉันอายุแค่ 19 ปี เงินที่ได้ส่วนใหญ่หมดไปกับการพนัน ไพ่และยาเสพย์ติด บางวันฉันทำงานได้เงิน 10,000 บาทก็มี ตอนนั้นฉันเริ่มติดเที่ยว เลี้ยงเพื่อน

ในที่สุด ฉันก็ได้พบกับสามีของฉัน (พ่อของลูก) ที่รัชดาซอย 3 หลังจากนั้นเราก็ย้ายมาอยู่ด้วยกันโดยสามีเปิดห้องเช่าใหม่เเถวถนนสาทร ฉันลืมไปก่อนที่จะไปอยู่กับเเฟนฉันนอนที่โรงเเรมคืนละ 560 บาททุกวัน เมื่อมีแฟนเป็นตัวตนอีกครั้งฉันก็เลิกทุกอย่างเพราะว่าเเฟนฉันไม่ชอบ เเต่ฉันยังทำงานที่เดิม ตอนนั้นรายได้ไม่ค่อยดีตกประมาณวันละ 2,000 บาทซึ่งถือว่าน้อย ฉันเเละแฟนช่วยกันเก็บเงินสร้างบ้านของแฟนได้หนึ่งหลัง ตอนนั้นฉันท้องได้ประมาณ 2 เดือน เเต่ฉันไม่รู้ เเละฉันเดินเรื่องไปประเทศเยอรมันนีโดยคำแนะนำของผู้ใหญ่ที่นับถือ ฉันจึงไปทำเเท้ง ฉันกับแฟนเสียใจมาก เเต่ก็คิดถึงอนาคต ซึ่งฉันขอเตือนผู้หญิงคนอื่นอย่าทำเเบบฉันเพราะมันบาปจริงๆ เพราะว่าหลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์ ฉันโดนด่านตรวจบนรถเเท็กซี่ฉันโดนจับในข้อหามีกัญชา 1 ปอนด์ เเละยาอีอีกครึ่งเม็ด เรื่องนี้โดนส่งขึ้นศาลอาญาที่รัชดา โทษรอลงอาญา 2 ปี เเละเสียเงินค่าปรับค่าทนายซึ่งตอนนั้นฉันพอมีเงิน

ฉันยังใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเหมือนเดิม เพราะช่วงนั้นฉันมีปัญหากับเเฟน ฉันกลับมาใช้ชีวิตเเบบเดิมหรือหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ กินเหล้าถึงเช้า งานก็ไม่ทำ เสพย์ยา ฉันเริ่มมีหนี้สินเพราะไปยืมเงินกู้นอกระบบทั้งประเภทรายวัน รายอาทิตย์ และรายเดือน ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 20 เชื่อไหมว่าฉันติดหนี้ต้องใช้หนี้วันละ 2,000 บาท ไหนจะค่ากิน ค่าห้อง ค่าใช้จ่าย จิปาถะ ในที่สุดฉันกับเเฟนก็ต้องเเยกกันอยู่ ต่อมาเเฟนฉันหนีไปบวชซึ่งฉันมารู้ทีหลังว่าฉันท้องกับเขา เขาบวชได้ 4 เดือนเเล้วจึงกลับมาอยู่ด้วยกันเพื่อลูก ฉันหยุดทำงานกลางคืนตั้งเเต่ตอนท้องได้ 1 เดือน หยุดทุกสิ่งที่ไม่ดีแล้วกลับไปอยู่บ้านกับแม่ที่ฉะเชิงเทรา ฉันอยู่กับเเม่ไม่ต้องทำอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างเเม่ทำให้หมดจนกระทั่งฉันคลอดลูก ส่วนเรื่องเงินเเฟนฉันก็ส่งให้ตลอด ขอให้บอกว่าต้องการอะไรก็ได้ตามนั้น ทุกคนที่บ้านรักเเฟนฉัน เขาเป็นคนดีมาก
ตั้งเเต่ฉันคลอดลูกมา ฉันรู้สึกว่าความคิดฉันเปลี่ยนไปมาก ฉันเป็นคนคิดยังไงก็พูดอย่างนั้นบางทีก็เหมือนคนก้าวร้าว บางทีก็เหมือนคนอ่อนเเอ รักเพื่อน รักความถูกต้อง ฉันโกหกไม่เก่งนอกจากตอนพูดคุยกับลูกค้า ตัวฉันมีหลายบุคลิกในคนคนเดียวกัน เเล้วเเต่ว่าอยู่กับใครสถานการณ์เเบบไหน ฉันอยู่กับเเฟนกับเเม่ที่บ้าน ฉันก็เป็นเหมือนลูกเเหง่ทำอะไรไม่เป็น เอาเเต่ใจตัวเอง การงานไม่ทำ อยู่ห้องเฉยๆ เเฟนฉันเช่าห้องอยู่เดือนหนึ่งตกประมาณ 17,000-18,000 บาท เป็นอาคารชุดมีชาวต่างชาติอยู่เป็นส่วนมาก เพื่อนบางคนเคยพูดว่าฉันมีเเฟนดูเเล ฉันเลิกกับเขาฉันคงไม่มีปัญญา (ความสามารถ) ที่จะหาเงินเลี้ยงตัวเองได้สบายอย่างนี้ ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเเฟน ฉันเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ถึงเขาจะกลับมาอยู่ด้วยกันก็เพราะลูก ความรักมันไม่เหมือนเดิมเเล้ว เราทะเลาะกันบ่อยครั้ง ฉันก็พูดกับเพื่อนตลอดว่าจะเลิก เเต่ถ้าห่างกันถึงจะเลิกกันได้ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ฉันต้องเดินทางมาสิงคโปร์ เเต่ถ้าฉันอยู่กับคนอื่นฉันเหมือนคนเก่งทำอะไรเองหมดทุกอย่าง ไม่ยุ่งเรื่องของใคร ไม่ยืมเงินใคร ไม่ทำให้คนอื่นว่าได้ หาลูกค้าเอง ช่วยเหลือตัวเองตลอด คติประจำใจของฉันก็คือ “คนอื่นพึ่งเราได้ เเต่เราอย่าหวังพึ่งคนอื่น”

ขายบริการในซ่องกลางป่าที่สิงคโปร์
ชีวิตของฉันสบายมาตลอด ฉันเลี้ยงลูกได้ประมาณ 8 เดือนฉันก็ย้ายมาอยู่กับเเฟนที่กรุงเทพฯ เราย้ายห้องมาเช่าอยู่เเถวห้วยขวางอย่างหรูเเฟนไม่ต้องการให้ดิฉันทำงานต้องการให้ดิฉันอยู่เลี้ยงลูกเเต่ฉันเบื่อชีวิตอย่างนี้ ฉันอยากเดินทางไปต่างประเทศ ใจฉันเริ่มกล้าที่จะเรียนรู้เเละกล้าที่จะเดินทางคนเดียวเพราะฉันคิดว่ามีอีกหลายอย่างที่ดิฉันยังไม่ได้ทำเเละต้องการจะทำฉันอยากจะพูดภาษาอังกฤษเเละภาษาจีนได้ อยากจะไปหลายๆประเทศ ก่อนที่จะไปประเทศใหญ่ๆต้องเริ่มต้นด้วยการเข้า-ออกประเทศเล็กๆก่อนโดยฉันเริ่มต้นที่สิงคโปร์เเละมาเลเซียฉันเข้ามาสิงคโปร์โดยคำเเนะนำของผู้หญิงคนหนึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อนที่แถวสุขุมวิทฉันตัดสินใจเดินทางคนเดียวโดยติดต่อกับ “เเม่เเท็ค” อีกคนที่หาดใหญ่ ฉันนั่งรถบัสจากกรุงเทพฯมาหาดใหญ่ด้วยค่ารถ 980 บาทเเละจะมีร้านคาราโอเกะสำหรับผู้หญิงที่รอเข้าสิงคโปร์ ฉันอยู่ที่หาดใหญ่ 2คืนได้เเขก 2 รอบ 3,000 บาท

ฉันมีข้อตกลงก่อนเดินทางเข้าสิงคโปร์กับ “แม่แท็ค” ว่า ถ้าใช้เงินตัวเองมาคือทุกสิ่งทุกอย่างค่ารถ ค่าพาสปอร์ต ค่าโรงเเรมที่สิงคโปร์ ค่าอยู่ ค่ากิน เขาจะมีงานให้ทำนั่นคือขายบริการทางเพศให้คนงานในป่า เขาจะมีคนดูต้นทางระวังตำรวจทำงานในป่ามีที่นอนปิคนิก ไม่มีน้ำล้าง วันหนึ่งรับเเขก 10-20 คน รอบละ 20 เหรียญต่อคนส่วนมากเป็นพวกอินเดีย บังกลาเทศ แต่แขกพวกนี้จะเสร็จเร็ว รอบหนึ่งใช้เวลาไม่เกิน10 นาที ฉันทำใจเตรียมรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่างก่อนตัดสินใจเดินทางเเล้ว “แม่แท็ค” มีเงื่อนไขว่าถ้าใช้เงินตัวเองเป็นค่าใช้จ่าย เขาขอแค่ 50 รอบ (หมายถึงรับแขก 50 คน คิดเป็นเงินประมาณ 1,000เหรียญสิงคโปร์)แต่ถ้าใช้เงินเขา ออกเป็นค่าใช้จ่ายก่อน ฉันต้องจ่ายคืนให้เขาถึง 100 รอบ(หมายถึงรับแขก 100 คน คิดเป็นเงินประมาณ 2,000 เหรียญสิงคโปร์) ฉันเลือก 50 รอบเพราะฉันพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ครั้งเเรกเสียค่ารถบัสมาสิงคโปร์ 1,500 บาทค่าทัวร์ไกด์ 1,000ทั้งหมดรวมเเล้ว 2,500 บาท พาสปอร์ตของฉันเพิ่งทำใหม่ไกด์จึงต้องคอยเเนะนำตลอดเส้นทาง

ตอนเดินทางครั้งแรกฉันตื่นเต้นมาก กลัวว่าจะเข้าประเทศไม่ได้ ฉันคิดว่าฉันไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายฉันมาเที่ยว ฉันมีเงินโชว์ มาเที่ยวสิงคโปร์เเค่ 2-3 วันก็จะกลับแล้วเจ้าหน้าที่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองสิงคโปร์ถามคำถามหลายคำถามฉันถูกสอบอยู่ที่ด่านประมาณ 3 ชั่วโมงเพราะวันนั้นมีผู้หญิงเดินทางมาพร้อมกันเยอะมากแต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ฉันทำงานในป่าตอนเเรกก็อาย เเต่หลังจากนั้นประมาณ 3วันก็เริ่มชินทีละนิดเพราะฉันเป็นคนปรับตัวเร็วในเมื่อฉันตัดสินใจเเล้วว่าฉันจะทำงาน ฉันก็คิดว่าอายทำไมเรามาที่นี่มาเก็บเงินหาเงินให้ได้มากที่สุด จะเลิกขอเงินจากเเฟนเสียที

ครั้งเเรกที่เข้ามาทำงานสิงคโปร์ ฉันทนทำงานได้เเค่ 2 อาทิตย์ใช้เเท็ค 50 รอบ หมดไปภายใน 8 วัน ฉันนั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ เพราะมีเงินเหลือประมาณ 10,000 บาทหลังจากหักค่าเครื่องบินและเงินทุนของตัวเองแล้วฉันทำงานไม่เที่ยว ไม่ดื่มเบียร์ไม่สูบบุหรี่ไม่มีผู้ชายมายุ่งเกี่ยวด้วยนอกเวลางาน ฉันใช้จ่ายอย่างประหยัดเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือฉันบอกกับตัวเองว่าจะไม่กลับมาสิงคโปร์อีกเพราะฉันเกลียดที่นี่

ขายบริการแบบส่งถึงห้องที่สิงคโปร์
เเต่พอฉันกลับไปพักที่เมืองไทยได้ 2 อาทิตย์ ฉันก็กลับมาสิงคโปร์อีกเป็นจ้อบที่สอง ที่ฉันรีบกลับเพราะฉันมีปัญหาการเงิน เพราะที่บ้านเป็นหนี้เป็นสิน เเฟนฉันทำงานมา 2 ปีต้องรับภาระคนเดียว มันเลยเป็นดินพอกหางหมู ฉันตั้งใจทำงานเก็บเงิน พอฉันใช้เเท็คแรกหมด 50 รอบ ฉันลองเปลี่ยนที่ทำงานดู ผู้หญิงแม่แท็คคนเดิมเป็นคนชักชวนซื้อใจ ฉันทำงานขายบริการเพราะเงินก็จริง เเต่อีกใจหนึ่งก็คือ อยากลอง อยากเรียนรู้ด้วย ไม่ได้เงินไม่เป็นไร คืออยากลองทำงานหลายๆที่ ที่ไหนดีก็จะกลับมาทำที่นั่น เเต่คราวนี้ ฉันทำงานโดยการนั่งอยู่บนรถฮอนด้า CRV มีผู้หญิงขายบริการประมาณ 4-5 คน นั่งไปด้วยกัน มีคนขับรถพาเราวนไปตามถนนสายต่างๆ ในเมืองสิงคโปร์ รอสัญญาณโทรศัพท์เรียกตัว คือจะมี “กะจั๊ว” จากโรงเเรมใหญ่ๆโทรมาหาเถ้าเเก่ เเล้วบอกลักษณะของผู้หญิงตามที่ลูกค้าต้องการ ทำงานแบบนี้ต้องเเต่งตัวหรู ค่าตัวเเพงขึ้นเป็นช็อทๆ ละ 80 เหรียญ ถ้าวันนึงได้ซัก 4 รอบ เเล้วเราขอทิปเอาเอง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนรวยต่างชาติ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เถ้าเเก่ไม่จ่ายเงินค่าตัวให้ฉัน ฉันเลยไม่ทำ มันเลยขู่ฉันว่ามันเป็นมาเฟียสิงคโปร์ อย่าให้เจอที่สิงคโปร์อีก อีกอย่างฉันเหนื่อย คิดถึงเเฟน เเล้วก็กลัวด้วย จึงตัดสินใจกลับเมืองไทย รวมเวลาทำงานทั้งหมด 2 อาทิตย์ ฉันพยายามต่อวีช่าเป็น 2 เดือนเเต่อยู่ได้เเค่เดือนครึ่ง พอกลับบ้านไปฉันไม่สบายตั้งหลายวัน งวดนี้ฉันได้เงินประมาณ 70,000 บาท ฉันนั่งเครื่องกลับบ้านเหมือนเดิม

ขายบริการแบบโหดๆ ที่มาเลเซีย
จ้อบที่ 3 ฉันเข้ามาทำงานที่มาเลเซียประมาณ 10 วัน ฉันมีปัญหากับเพื่อน ตอนนี้เพื่อนก็ไม่เหมือนเดิม ฉันไม่เเคร์ใคร เเต่ไม่อยากอยู่เพราะฉันคิดว่าฉันไม่เคยพึ่งใคร มีเเต่เพื่อนมาพึ่งฉันเเล้วก็มีปัญหากันเรื่องเงิน ฉันให้เงินเพื่อนยืมแต่เขาไม่คืน ฉันก็เลยคิดอยากจะเปลี่ยนไปทำงานที่มาเลเซียดูบ้างโดยคิดว่า ถ้าเงินดีฉันจะเข้าออกทำงานที่สิงคโปร์-มาเลย์เป็นหลัก เเม่เเท็คของฉันแนะนำให้รู้จักกับเเม่แท็คอีกคนนึง ซื่อ “เเม่ต๋อย” ฉันตกลงไปกับน้องอีก 2 คน โดยเขาไปส่งที่ยะโฮร์บอกว่าใช้เเท็ค 70 คน ตั้งค่าตัวไว้สูงถึง 508 ริงกิตมาเลย์ ที่ฉันมีปัญหากับเพื่อนเรื่องทำเด็กเเท็คด้วยกัน เเต่ฉันทำเเบบพี่น้อง ฉันขาดทุนรวมทั้งฉันให้เพื่อนยืมเงิน เป็นเงินที่ฉันหาได้จากจ๊อบที่ 2 ฉันตั้งใจจะส่งไปใช้หนี้ให้เเฟน แต่เพื่อนยืมทำเด็กเเท็ค ใครว่าทำเด็กได้เงินไม่มีทางขาดทุน ฉันนี่เเหละขาดทุนมาเเล้ว เพราะค่าใช้จ่ายสูงต้อง ต้องคิดมากเพราะรายได้ต้องหารสอง ทำให้ฉันกับเพื่อนมีปัญหากัน เด็กแท็คบางคนใกล้ถึงเวลากลับบ้านยังไม่ได้เงินฉันก็ไม่เอาค่าเเท็ค การทำเด็กเเท็คคือต้องเห็นใจกันทั้งสองฝ่าย เด็กก็ต้องเอาจากเเขก ส่วนเเม่เเท็คก็ต้องเห็นใจกันไม่ใช่เอาเเต่รายได้ของตัวเอง จากประสบการณ์ฉันถึงรู้ว่ามันไม่ได้เงินง่ายๆ อย่างที่คิด เช่น อาจต้องเจอสถานการณ์ที่ไม่มีเเขก รายจ่ายสูง ค่าอาหารการกิน ค่าที่พัก ฯลฯ ฉันเลยขาดทุนเเละมีปัญหากับเพื่อน ฉันเลยคิดว่าน่าจะหาช่องทางอื่นนอกจากสิงคโปร์ นั่นก็คือ มาเลเซีย

ฉันต้องไปดูสถานที่ด้วยตนเองว่าดีหรือเปล่า คือถ้าไม่ดีฉันก็ต้องพิสูจน์เอง ถ้าไม่ดีฉันก็จะไม่ส่งเด็กไป ฉันรู้จักกับผู้หญิงที่ทำเเท็คเด็กเเนะนำไป ฉันจึงตัดสินใจไปกับน้องที่รักฉันเเละนับถือฉัน โดยตกลงกันคือให้ค่าหัวคนละ 35,000 บาท เขาเอาค่าพามาและค่ารถคนละ 5,000 บาท ค่ารถของเขาอีกต่างหาก ถ้าทำไม่ได้เขาจะคืนเงินอาเฮียเเล้วพวกฉันสามารถกลับได้ เเต่ที่นี่ล็อคบ้านมีรถขับส่งมีโรงเเรมของเขาเอง คือจะออกข้างนอกไม่ได้ ต้องทำงาน 6 โมงเย็น – 6 โมงเช้า เขาเรียกเเขกเเพง เเต่เงินตกถึงเราเเค่ 508 ข้างล่างจะเป็นเหมือนผับไฮโซ เเต่ข้างบนเป็นห้องอัพยา มีเพลงอัพ มีโซฟาสำหรับเซอร์วิสเเขก คือต้องมีบริการทุกอย่างอาจจะมี ผู้ชาย-หญิง ประมาณ 5-6 คู่ เเล้วจะมีไฟที่เอาไว้เปิดปิดต้องถอดเสื้อบางทีก็ถอดกางเกง ต้องสโม้ค (ไอศครีม) เเขกควักล้วงยังไงก็ได้ เราต้องทำให้เเขกพอใจ เพื่อจะพาแขกเข้าห้องให้ได้ เเล้วเขาจะปิดไฟในห้องซึ่งไม่มืดมากนัก เขาจะปล่อยเวลาผ่านไป 20 นาที แล้วจะถามว่าเเขกเอาไหม ถ้าครั้งเเรกไม่เอาก็จะมีครั้งที่สอง คือปิดไฟเหมือนเดิมเเล้ว เซอร์วิสให้เขาประมาณ 3 ครั้ง ถ้าเเขกไม่เอาก็ต้องเปลี่ยนห้อง เป็นอย่างนี้จนถึงเช้า เเขกเลือกมาก เเล้วที่นี่ใช้ภาษาจีนกัน ฉันพูดไม่ได้ก็เป็นปัญหา เวลาไปทำงานฉันก็ออกไปไหนไม่ได้

ถึงเเม้จะผ่านอะไรมาเยอะแต่ฉันก็รับสภาพไม่ได้ ฉันกับน้องคนนี้กอดคอกันร้องไห้ทุกวันส่วนเงินที่เขาจะให้เรา 30,000 บาท ก็ได้ไม่ครบเราต้องหาเงินของเราเองมาไถ่ตัวเราเองถึงจะออกจากซ่องนรกนี้ได้มันไม่เป็นตามที่ตกลงกันไว้ ที่ทำงานไม่ใช่อย่างที่บอกเราเท่ากับว่าเราต้องทำงานฟรีฉันจึงคิดหนีโดยฉันบอกอาเฮียว่าให้น้องที่มาด้วยกลับเมืองไทยฉันจะทำงานที่นี่รับใช้หนี้เเทน ให้น้องกลับไปหาเงินที่เมืองไทยเอาเงินฉันเป็นเงินประกันเเทน ฉันคิดว่าถ้ากอดคอกันอยู่ตายทั้งคู่เเน่ๆตัวฉันก็ผ่านอะไรมาเยอะน่าจะอยู่ได้หลังจากนั้นเหมือนฉันต้องดำเนินชีวิตคนเดียวมันหดหู่มาก ฉันอยากจะฆ่าตัวตายทุกวันเเต่เพราะคิดถึงลูก เเม่ และครอบครัวทางบ้าน ทำให้ฉันต้องมีชีวิตอยู่ต่อสู้ต่อไป

ลืมบอกไปว่า ที่นี่ผู้หญิงขายบริการส่วนมากจะเป็นพวกชาวเขาอายุระหว่าง 14-18ปี ฉันเองก็ทึ่งที่เขาใจกล้า เด็กที่นี่สวย ผิวขาว พูดภาษาจีนได้ส่วนมากถือพาสปอร์ตประเทศไทยแต่เป็นพาสปอร์ตปลอม พ่อเเม่เด็กจะเอาเงินไปก่อนอาจจะ50,000-60,000บาท เเล้วเด็กต้องมาทำงานใช้หนี้ซึ่งกว่าจะหมดพ่อเเม่ก็เบิกเงินไปอีก คนอยู่นานก็ชาชินไปคนมาใหม่ก็ร้องไห้ไปเพราะทำอะไรไม่ได้ไม่มีพาสปอร์ต ผิดกับฉันมีพาสปอร์ตของจริงตอนที่ฉันอยู่คนเดียวฉันต้องเล่นยาเกือบทุกวัน (ยาสอด) เพราะต้องอาศัยความกล้าถ้าไม่ใช้ยาฉันทำงานไม่ได้ ฉันมีช่องทางที่จะหนีได้หลายครั้งเเต่ฉันยังไม่หนีเพราะอาเฮียเจ้าของบ้านดีกับฉันมากกว่าใคร รักฉันอาเฮียคือคนที่จ่ายเงินให้กับแม่ต๋อย เเต่คนที่โกหกเขาคือเเม่ต๋อยต่างหากฉันอดทนทำงานให้เขาประมาณ 30 กว่ารอบ โดยอาศัยเงินทิปเป็นค่าอยู่ค่ากินวันสิ้นสุดก็มาถึง ฉันจ้างลูกค้าของเพื่อนมาบุ๊คตัวออกไปค้างคืนข้างนอก ฉันใช้เงินของตัวเองเเล้วก็จ่ายเป็นค่าจ้างอีก

ฉันเป็นคนช่างสังเกตหัวไวฉันจะคิดเสมอว่า ถ้าทำอะไรลงไปผลที่ตามมามันคุ้มหรือเปล่าคนที่รู้จักฉันชอบชมว่าฉันฉลาดรู้จักเอาตัวรอด เเต่ฉันไม่เคยเอาเปรียบใครฉันคิดว่าทำงานให้ 30 กว่ารอบนั้นพอเเล้วสำหรับความดีของอาเฮีย คืนนั้นฉันบุ๊คเเล้วหนีกับเพื่อนอีกคนฉันจำได้ว่าตอนที่ฉันหนีฉันวิ่งออกมาสวนกับรถโรงเเรมหัวใจฉันเเทบหยุดเต้นเเต่โชคดีเขาไม่เห็นฉันเเล้วฉันก็นั่งเเท็กซี่ไปพักที่โรงเเรมเเถวไหนฉันลืมไปแล้ว พักที่นั่น 2 คืนจ่ายค่าโรงเเรมและค่ากินบ้าง ฉันมีเสื้อผ้ามาชุดเดียวกับรองเท้า 1 คู่ ฉันใส่อยู่3 วัน กลัวก็กลัว โรงเเรมก็สกปรกเงินก็หมดฉันโทรให้คนรู้จักที่เมืองไทยสอบถามเรื่องรถเข้าสิงคโปร์นัดเจอกันตรงที่จอดรถทัวร์ตรงที่รถทัวร์จอดกินข้าวก่อนเข้าสิงคโปร์แถวร้านอาหารคิมหอง ตอนนั้นเงินก็หมดหิวก็หิว ฉันต้องเดินกับเพื่อนจากโรงเเรมไปที่สถานีรถทัวร์ประมาณ 4 ทุ่มตอนนั้นถือว่าดึกเเล้ว วัยรุ่นมาเลย์ขับรถเเล่นเยอะมาก ตามทางก็มืดตอนนั้นฉันคิดว่าถ้าโดนข่มขืนจะทำยังไง เเต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดีฉันคิดจะเข้ามาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งที่สิงคโปร์ ฉันทำอยู่ประมาณ 10 วันเเขกก็ไม่ค่อยมี ฉันไม่สบายด้วยเลยกลับไปพักที่หาดใหญ่ประมาณ 1 อาทิตย์

กลับมาสิงคโปร์ (อีกครั้ง)ในฐานะแม่แท็ค
ฉันกลับเข้ามาเป็นครั้งที่ 4 ครั้งนี้ฉันเริ่มมีเเฟนจริงๆ จากจ๊อบที่ 3เเฟนฉันเป็นผู้หญิง (ทอมบอย) เป็นคนสิงคโปร์ฉันรักเขามากฉันเลิกกับเเฟนที่เมืองไทยเพราะเราห่างกัน ฉันมาพักที่ Hawaii Hotel เหมือนเดิมทำงานที่เดิมเเต่เเขกไม่มีฉันเลยย้ายไปทำที่ Woodlandsซอย 4 ฉันต้องจ่ายค่าห้องวันละ 30 เหรียญค่ารถค่ากินซึ่งตอนนี้ฉันเริ่มติดเที่ยวติดเหล้าหัดสูบบุหรี่ ฉันทำที่ Woodlands ซอย 4 ประมาณ 3วันฉันก็โดนจับ ที่ฉันทำเเท็คเด็กไม่ไช่เพราะว่าเงินอย่างเดียวเพราะฉันคิดว่าฉันช่วยเหลือคนอื่นด้วย ฉันทำเฉพาะกับเพื่อนฉันเเค่ครั้งเดียวฉันคิดว่าในเมื่อตัวเขาเลือกที่จะทำงานอย่างนี้ เขามาทำงานกับฉันฉันดูเเลดีมีที่ทำงานให้อยู่เเบบพี่น้อง ไม่เอาเปรียบกัน แม่แท็คคนอื่นเอาค่าเเท็ค150-200 รอบ/คน พอหมดแท็คก็ให้ไปที่อื่น ไม่ให้ทำงานต่อการเอาเด็กใหม่เข้ามาดูเเลบางคนก็ไม่ดี ฉันเห็นมาเยอะมีเเต่คนเห็นเเก่ตัวฉันอยากเรียนรู้การทำงานของเเม่เเท็คเด็กบางคนก็ชอบในความฉลาดและความรับผิดชอบของฉัน เเต่ว่าเราขาดทุนเเต่ว่าฉันไม่สนใจเพราะฉันถือว่าเป็นการลงทุนซื้อประสบการณ์ซื้อความรู้ ที่สำคัญฉันก็ไม่อยากจะเก็บเอามาคิดให้ปวดหัว เพราะฉันตั้งใจแล้วว่าจะไม่ “ทำแท็ค” อีกฉันไม่อยากจะรับผิดชอบชีวิตใครอีก แต่ละคนล้วนแต่มากเรื่องมากปัญหา

จ้อบครั้งที่ 4 กับคืนแห่งชะตากรรม
ฉันได้เข้ามาทำงานขายบริการในสิงคโปร์รวมทั้งหมด 4 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเข้ามาวันที่ 17 ธันวาคม 2551 ฉันต้องออกนอกประเทศภายในวันที่ 15 มกราคม 2552 วีซ่าสิงคโปร์อนุญาตให้ฉันอยู่ได้ 1 เดือน ฉันเข้าประเทศในฐานะนักท่องเที่ยว เเต่ฉันเข้ามาค้าประเวณีที่สิงคโปร์ เพื่อนฉันก็ทำกันแบบนี้หลายคน ฉันรู้ดีว่า หากวันหนึ่งฉันโดนตำรวจจับ ฉันจะต้องโดนขังคุกไม่เกิน 1 อาทิตย์ หลังจากนั้นจะโดนส่งตัวกลับประเทศไทย แล้วพาสปอร์ตก็จะโดน “จ้อบตาย” (หมายถึง ชื่อและหมายเลขพาสปอร์ตของบุคคลนั้นจะถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองขึ้นทะเบียนห้ามเดินทางเข้าประเทศ) นานพอสมควร อาจจะถึง 3 ปีหรือมากกว่านั้น

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2552 เวลาประมาณ 4 ทุ่มกว่า ฉันกำลังทำงานอยู่ที่ Woodlands ซอย4 ฉันได้ยินเพื่อนตะโกนว่า “โปลิสมา” ตอนนั้นฉันกำลังรับลูกค้าคนที่ 4 อยู่ ลูกค้าเป็นคนงานอินเดีย ตอนนั้นลูกค้ายังไม่เสร็จธุระแล้วก็เกินเวลาแล้ว (ส่วนใหญ่ฉันให้เวลาลูกค้า 10-20 นาที) ฉันบอกให้เขาหยุดเเละใส่เสื้อผ้า พอใส่กางเกงเสร็จฉันก็ออกวิ่งไปทางป่าขึ้นไปบนเนินเขา ซึ่งพอมีทางวิ่งอยู่ วิ่งได้ซักพักฉันล้มเพราะทางมันลำบากบวกกับตัวฉันเองเหนื่อยมาก ฉันลุกขึ้นมาได้ ฉันจึงตัดสินใจหาที่ซ่อน ในตอนนั้นฉันคิดว่าเป็นตำรวจธรรมดามากันไม่กี่คน เเต่ความจริงไม่ใช่ เพราะตอนฉันซ่อนอยู่ฉันได้ยินเสียงของคนเยอะเเยะ เเล้วมีเเสงไฟจากไฟฉายดวงใหญ่ส่องเข้ามาตามทางที่ฉันวิ่งเเละส่องมาที่ฉันหลบ มีผู้ชายคนหนึ่งในชุดทหารเดินเข้ามาหาฉัน ในตอนนั้นฉันกลัวมากเเละในใจก็คิดว่า นี่คงเป็น “คอมมานโด” ตามที่เคยได้ยินแน่ๆ เขาจับฉันเเล้วถามฉันว่า “Where your friends? ฉันตอบว่า “I don’t no. I runing!” เขายังใช้ไฟฉายส่องหาเพื่อนฉัน
ที่มา : http://www.moohundesign.com

เปิดอ่าน 668 ครั้ง

ข่าวล่าสุดของหมวดหมู่ เกร็ดความรู้