วันพฤหัส 14 ธันวาคม 2560
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > เกร็ดความรู้ > เตือน! อาถรรพ์ของ 5 สิ่ง ที่ไม่ควรอยู่ในรถ ! รู้แล้วรีบเอาออก

เตือน! อาถรรพ์ของ 5 สิ่ง ที่ไม่ควรอยู่ในรถ ! รู้แล้วรีบเอาออก

หมวดหมู่ : เกร็ดความรู้ 8 ตุลาคม 2017 เปิดอ่าน 289 ครั้ง

คนรุ่นพ่อแม่มักจะเล่าและบอกกล่าวต่อๆกันมาว่า ในเรื่องความเชื่อที่แตกต่างกันออกไปหรือ มีความเชื่อในเรื่องที่ทำแล้วชีวิตจะดีขึ้น เช่นเดียวกันกับรถของเราที่เราขับอยู่ทุกวัน เราก็จะมีพระเครื่อง พวงมาลัย เพื่อบูชาให้อุ่นใจ และรู้สึกปลอดภัย ในเวลาเดินทาง

วันนี้จึงมี 5 สิ่งที่เราไม่ควรเอาไว้ในรถของเรา เพราะเชื่อว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี บางเรื่องที่อยู่บนรถเราอาจจะมองข้ามไป แต่ความเป็นจริงแล้วเราไม่ควรมองข้าม แม้กระทั้งพวงมาลัย ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่า 5 สิ่งที่ไม่ควรอยู่บนรถนั้นมีอะไรบ้าง

ของอาถรรพ์ 5 สิ่ง ไม่ควรอยู่ในรถ ฉบับซินแสเป็นหนึ่ง วงษ์ภูดร

1. สิ่งของทีมีรอยร้าว

2. นาฬิกาตาย

3. พวงมาลัยแห้งคารถ

4. สิ่งของคนเสียไม่ควรเก็บใว้ในรถ (ถ้าเป็นของบรรพบุรุษ หากเก็บไว้ในรถ เวลาเราจอดตากแดด หรือจอดไว้ในที่ร้อน ไม่ดีคะ ควรจะเก็บไว้ในที่ร่มเย็นเป็นสุข หรือ ห้อยคอ เป็นสิริมงคลดีนักแล)

5. ไม่ควรมีสตางค์ร่วงหล่นบนรถ เพราะถือว่าไม่เป็นสิริมงคล

ต่อด้วย สีรถที่ถูกโฉลกตามวันเกิด
วิธีแก้เคล็ด สำหรับผู้ที่ใช้สีรถที่เป็น กาลกิณี วันเกิด เช่น คนเกิดวันอาทิตย์ ใช้รถสีฟ้า หรือสีน้ำเงิน เป็นต้น ให้หาสติกเกอร์ “สีที่เป็นศรี” ของวันเกิดของเจ้าของรถ เช่น คนเกิดวันอาทิตย์ มีสีเขียว เป็นศรี เป็นต้น เมื่อได้สีนั้นมาแล้ว ให้ตัดสติกเกอร์ให้ได้ขนาด 2×2 นิ้ว จำนวน 4 แผ่น แล้วเอาไปติดตำแหน่งของรถต่อไปนี้

1. กระโปรงหน้ารถ (ตรงกลาง) 1 แผ่น
2. ติดที่กระโปรงหลัง (หรือฝาท้าย)
3. ติดที่ประตูหน้าซ้าย
4. ติดที่ประตูหน้าขวา

สีที่เป็นศรีสำหรับคนเกิดวันต่างๆ

1. เกิดวันอาทิตย์ สีเขียว เป็น ศรี
2. เกิดวันจันทร์ สีดำ เป็น ศรี
3. เกิดวันอังคาร สีเหลือง เป็น ศรี
4. เกิดวันพุธ กลางวัน สีเขียวอ่อน เป็น ศรี
5. เกิดวันพฤหัสบดี สีส้ม เป็น ศรี
6. เกิดวันศุกร์ สีชมพู เป็น ศรี
7. เกิดวันเสาร์ สีน้ำเงิน เป็น ศรี
8. เกิดวันพุธ กลางคืน สีขาว เป็น ศรี

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านนะคะ เป็นความเชื่อที่ทำแล้วรู้สึกสบายใจและปลอดภัย แต่อย่างไรแล้วเราวิธีที่ดีที่สุดก็คือ มีสติคะ ไม่ควรที่จะประมาทในการขับรถนะคะ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยในการเดินทางและใช้รถใช้ถนนนะคะ

ขอบคุณที่มา: http://www.kratisod.com/news/socialnews/17478

เปิดอ่าน 289 ครั้ง