วันพฤหัส 19 ตุลาคม 2560
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > เกร็ดความรู้ > เปิดประวัติยาบ้า! โลกวุ่นวายเพราะหญิงไทยคนนี้ ผู้กำเนิดสูตรยาบ้าค้าเป็นธุรกิจ!

เปิดประวัติยาบ้า! โลกวุ่นวายเพราะหญิงไทยคนนี้ ผู้กำเนิดสูตรยาบ้าค้าเป็นธุรกิจ!

หมวดหมู่ : เกร็ดความรู้ 13 ตุลาคม 2017 เปิดอ่าน 319 ครั้ง

ย้าบ้า ที่เราเรียกกันทุกวันนี้ ในอดีตมันมีชื่อว่ายาม้า หลายคนอาจจะเคยอ่านประวัติยาบ้ากันไปบ้างแล้ว ซึ่งต้องบอกว่ามันน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว และต้นกำเนิดสูตรยาบ้าที่มอมเมาเยาวชนมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่น่าเชื่อว่ามีต้นกำเนิดมาจากหญิงไทยคนนี้นี่เอง สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านประวัติยาบ้ามาก่อน ก็ไปดูพร้อมๆกันเลยค่ะ

“ยาบ้า” หรือ “ยาม้า” สารเสพติดให้โทษร้ายแรงซึ่งกัดกร่อนสังคมไทยมาอย่างยาวนาน แม้จะมีความพยายามในการกวาดล้างอย่างจริงจัง แต่สุดท้ายยาบ้าชนิดนี้ก็ยังไม่หายไปจากสังคมเสียที

ถ้าย้อนไปถึงต้นกำเนิดจริงๆ สารแอมเฟตตามีนและเมทแอมเฟตตามีนมีการใช้ในการทำยากระตุ้นสำหรับทหารมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีการใช้ในการกระตุ้นความกล้าหาญและความอดทนของทหารทั้งสองฝ่าย จนหลังสงคราม สารเหล่านี้เริ่มหลุดออกมาใช้งานในคนธรรมดา

ส่วนในประเทศไทย ระยะแรกๆ มีการนำเข้ายาม้าเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อใช้ในการกระตุ้นม้าแข่ง และภายหลัง กลุ่มคนขับรถบรรทุกเริ่มนำยาม้าไปใช้ในระหว่างการทำงาน เพราะช่วยให้กระปี้กระเปร่าและไม่ง่วง

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่า “กัลยาณี อร่ามเวชอนันต์” ได้เล็งเห็นถึงผลประโยชน์การจากขายยาม้านี้ เธอจึงส่งลูกชายทั้งสองไปเรียนทางด้านเคมีที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไต้หวัน จนเมื่อทั้งสองจบการศึกษา พวกเขาก็เริ่มคิดค้นสูตรยาม้าของตนเองขึ้นมา

ต่อมาพวกเขาได้เช่าบ้านหลังหนึ่งในอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และเปลี่ยนบ้านหลังนั้นให้กลายเป็นฐานผลิตยาของตนเอง

ระยะแรกธุรกิจของพวกเขารุ่งเรืองเป็นอย่างมาก แต่ต่อมา รัฐบาลเริ่มเล็งเห็นว่ายาเสพติดที่พวกเขาผลิตขึ้นมา ส่งผลเสียต่อประเทศชาติเป็นอย่างมาก ทำให้ในปี พ.ศ. 2530 มีการประกาศให้ “ยาม้า” กลายเป็นยาเสพติดต้องห้าม และเปลี่ยนชื่อเป็น “ยาบ้า” นับตั้งแต่ตั้น

(เปาบุ้นจิ้น ยาบ้ายี่ห้อแรกของไทย ผลิตโดยครอบครัวกัลยาณี อร่ามเวชอนันต์)

ส่วนครอบครัว “กัลยาณี อร่ามเวชอนันต์” ก็ถูกตำรวจจับหลังจากมีการประกาศได้ไม่นาน รวมทั้งลูกชายทั้งสองและสามีของเธอด้วยเช่นกัน แต่นั่นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ใหญ่กว่า

หลังจาก กัลยาณีถูกจับ เหล่าคนงานที่เคยทำงานในโรงงานผลิตแห่งนั้น ก็แยกย้ายกันไปสร้างโรงงานของตนเอง จากตอนแรกสร้างรอบๆ กรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่เมื่อตำรวจกวดขันมากขึ้น พวกเขาจึงย้ายฐานการผลิตไปยังชนกลุ่มน้อยรอบๆ ชายแดนประเทศไทย

แต่เมื่อเหล่าผู้นำชมกลุ่มน้อยเห็นถึงผลประโยชน์อย่างมหาศาลจากยาบ้าเหล่านี้ พวกเขาจึงขอ (บังคับ) สูตรจากอดีตคนงานเหล่านั้น จนตอนนี้ ชนกลุ่มน้อยแทบทุกกลุ่มบริเวณชายแดน มีสูตรยาบ้าของกัลยาณีอยู่ ซึ่งพวกเขาก็ผลิตและส่งมาขายยังประเทศไทย

โดยชนกลุ่มน้อยเหล่านั้นจ่ายค่าคุ้มครองให้กับทหารพม่า รวมถึงมีกองกำลังของตนเองป้องกันโรงงานอยู่ ทำให้ยังมีการผลิตยาบ้าออกมาจำหน่ายอยู่เรื่อยๆ บางครั้ง โรงงานผลิตยาบ้าตั้งอยู่ห่างจากชายแดนแค่ไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น แต่ทางตำรวจไทย กลับไม่สามารถข้ามไปจับกุมได้

ที่น่าสนใจคือ ชนกลุ่มน้อยเหล่านั้น แม้จะเป็นคนผลิตยาบ้า แต่พวกเขากลับมีกฎห้ามอย่างเคร่งครัดว่า สมาชิกในกลุ่มต้องไม่เสพยาที่ผลิตเป็นอันขนาด ไม่อย่างนั้นจะได้รับโทษสูงสุดถึงยิงเป้าเลยทีเดียว

ขอขอบคุณที่มาจาก : http://www.catdumb.com

อ้างอิง : ที่มา itv , Wikipedia  ขอบคุณรูปภาพเพิ่มเติมจาก : Mthai

เปิดอ่าน 319 ครั้ง

ข่าวล่าสุดของหมวดหมู่ เกร็ดความรู้